Kru Kengkie's Blog
My Thought. I just want to try to reflect the world as I see it.
Saturday, July 13, 2013
Progesterone : ในความฝันว่ารักสวยแต่แทบม้วยเมื่อได้เจอ #HormonesTheSeries
Wednesday, January 09, 2013
(สะท้อนความคิด) ผมทรงนักเรียน ถูกใจ หรือ ถูกต้อง
ผมกำลังพูดถึงเรื่องของ "ผมทรงนักเรียน"
ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นเป็น ๒ ประเด็นต่อไปนี้
๑. ประเด็นแรกคงมุ่งที่เรื่องของความเป็นระเบียบวินัย และจุดมุ่งหมายของคนในสมัยหนึ่งในยุคก่อน ในสมัยที่เรามองเรื่องของความมีระเบียบวินัย ความเสมอภาค และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป้าหมายของการตัดผมสั้นเกรียนทรงนักเรียนสามารถแตกเป็นประเด็นต่อไปนี้
* ทรงผมนักเรียนที่ตัดสั้นมาคู่กับชุดนักเรียนที่เป็นยูนิฟอร์มเพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียม ลองนึกถึงการอนุญาตที่ปล่อยให้นักเรียนตัดผมทรงอะไรก็ได้ นักเรียนที่มีเงินจะขอเงินพ่อแม่เพื่อไปทำผม เด็กที่ไม่มีจะเกิดการเปรียบเทียบและความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นี่เป็นเพื่อแค่การคาดการณ์ แต่ที่แน่ๆคือ การให้นักเรียนทำผมทรงที่เหมือนกันเพื่อไม่ต้องมาใส่ใจว่า วันนี้ต้องทำผมอะไร จะได้มีสมาธิในการเรียนได้อย่างเต็มที่
*อีกอย่างคือเรื่องของความสะอาดสะอ้าน ในสมัยหนึ่งการระบาดของเหาทำให้ต้องใช้กฎระเบียบนี้ ในประเด็นนี้ขอพูดถึงแค่ว่าในยุคที่โลกเปลี่ยนไป ยุคสมัยเปลี่ยนไป เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เหตุผลที่จะให้นักเรียนตัดผมทรงนักเรียน แต่นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะรักษาความสะอาดได้ด้วยของตนเอง
๒. ประเด็นที่สองคือ ในยุคปัจจุบัน ที่เรามองเรื่องของสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องมาบังคับให้นักเรียนตัดผมสั้นเกรียน ครูมีสิทธิ์ไหมที่จะบังคับทรงผมนักเรียน สถานศึกษามีสิทธิ์มากแค่ไหนเรื่องทรงผม
*ตามมาตราที่ ๒๘ ในเรื่องสิทธิเด็กขององค์กรยูนิเซฟบอกว่า กฏระเบียบของสถานศึกษาควรเคารพในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก หมายความว่าเด็กสามารถมีสิทธิ์ที่จะไม่ตัดผมสั้นถ้าเขารู้สึกว่าเขาสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
*ในสังคมที่เปลี่ยนไป เราอาจต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องตั้งคำถามว่า เปลี่ยนไปเพื่ออะไร
-ถ้าจะบอกว่าการยกเลิกการตัดทรงผมสั้นเกรียนเพื่อเป็นการยกระดับความมีอารยะของประเทศไทยแล้ว คำถามคือ เราสนใจแค่เปลือกแค่นี้เองหรือ แต่สังคมไทยยังเป็นสังคมที่ยึดติดกับ "สัญลักษณ์" ที่ชัดเจน
คำถามต่อไปที่เราควรถามตัวเองคือ ถ้าเปลี่ยนแปลงพวกนี้ไป เด็กไทยเราพร้อมแล้วหรือยัง แล้วเรามี "วุฒิภาวะ" พร้อมแล้วหรือยัง
*ถ้าประกาศโต้งออกไปเลยว่า ไว้ผมทรงไหนก็ได้ เราจะเห็นความหลากหลายทางชีวภาพ อาจจะทั้งดี และไม่ดี แต่เท่าที่อ่านมาคือ ไว้เป็นรองทรง นั้นคือการอนุโลมและถอยอีก ๑ ก้าวใช่หรือไม่ ง
ในฐานะครู แม้ใจจะอยากเห็นนักเรียนอยู่ในระเบียบวินัยตามช่วงเวลาแห่งอายุที่เขาต้องเรียนรู้หน้าที่ว่า ตอนนี้เขาเป็นนักเรียน ควรตัดผมอย่างไร แต่งกายอย่างไร
แต่ถ้าประกาศอันนี้ผ่านออกมาจริงๆ ในฐานะครูก็ดีใจที่ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญ ที่เราจะสอนอนาคตของชาติของเราถึง ความคิด การวิเคราะห์ การตัดสินใจ การรับผิดชอบต่อตัวเอง และที่สำคัญ
สอนเขาให้รู้จักการมีวุฒิภาวะ การทำตัวตามครรลองของตัวเองออกมาจากภายในโดยไม่มีการบังคับ ตรงนี้คือสิ่งที่เราควรสอนเขาในฐานะมนุษย์ที่จะเดินออกไปในอนาคตมากกว่า
*อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมที่ กระทรวงศึกษาธิการ *
(สำนวนอังกฤษ) เรื่องของ Omelet
"You can't make an omelet without breaking a few eggs."
When you try to do something great, you'll probably make a few people annoyed or angry. Don't worry about those people; just focus on the good results.
Tuesday, January 08, 2013
What I get from reading ฉันได้อะไรจากการอ่าน (English)
Monday, July 23, 2012
ทำไมเราต้องมี "โรงเรียนมาตรฐานสากล"
ในขณะที่สังคมโลกเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร สังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น นำไปสู่การแข่งขันในหลายระดับ สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักสำคัญให้หลายๆประเทศต้ัองปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาจะเป็นรากฐานสร้างอำนาจทางความรู้และสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning's Society)
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวปรับเร้าให้คนยุคปัจจุบันต้องปลูกฝังและสร้างคนรุ่นใหม่ที่ต้องกล้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีวิตให้โลกยุคใหม่ได้อย่างรู้เท่าทัน สงบ สันติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่เหมาะสมเพียงพอ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาชาติ ได้ผลักดันให้มีการเปลี่ยนเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการศึกษาไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีโลกในศตวรรษที่ 21 ดังนี้
1. โรงเรียนเป็นหน่วยบริการทางการศึกษาในมิติที่กว้างขึ้น กล่าวคือ สร้างสถานศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น มีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการแข่งขันทั้งการเปิดเสรีอาเซียน และการเปิดเสรีทางการศึกษาต่างๆ
2. หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความเป็นสากล เพราะความเชื่อมโยงด้านการค้าการลงทุนในตลาดแรงงานอนาคต ส่งผลให้ตลาดโลกต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ มีศักยภาพที่หลากหลาย รวมถึงความสามารถด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร คุณลักษณะในการเป็นพลโลก หลักสูตรการสอนที่จะเตรียมคนต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น
3. การพัฒนาทักษะการคิด การคิดเป็นทักษะที่สำคัญในทุกๆสิ่งในชีวิต ต้องยอมรับว่าการจัดการศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้ส่งเสริมการคิดให้ผู้เรียนมากเท่าที่ควรเน้นการป้อนความรู้จากผู้สอนมากกว่าการคิดสิ่งใหม่ๆ
4. การปลูกฝังคุณธรรม แนวคิดของทุนนิยมที่มุ่งการแข่งขัน ส่งผลให้โรงเรียนมุ่งสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนอาจละเลยการปลูกฝังคุณธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กันไปในการพัฒนาคนทั้งมิติของความรู้และคุณธรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
5.การสอนภาษาต่างประเทศ ในโลกยุคไร้พรมแดน ความรู้ความสามารถในภาษาต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน ยิ่งถ้าเรารู้เราจะได้เปรียบในการสื่อสาร ในการต่อรอง หรือการสร้างสังคมแห่งสันติภาพ การจัดการเรียนสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสในการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศด้วย
ในฐานะที่เป็นครูสอนภาษาต่างประเทศ สิ่งที่เราควรส่งเสริมในเรื่องการเรียนการสอนภาษาคือการให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษในฐานะที่เป็นเครื่องมือ (English as a Tool) ในการเรียน การค้นคว้าและการหาข้อมูลต่างๆที่ผู้เรียนอยากรู้มาประกอบกับ 4 หัวข้อด้านต้น
ด้วยเหตุผลข้างต้น ความพยายามส่งเสริมข้างต้นทำให้เราต้องมี "โรงเรียนมาตรฐานสากล (World-class standard School)"
*ข้อมุลปรับจากเอกสารประกอบการอบรม โรงเรียนมาตรฐานสากล เพิ่มเติมที่ http://www.worldclassschoolthai.net/home
Tuesday, April 12, 2011
SongKran Festival
Songkran Festival
เดือนเมษายน อากาศเริ่มร้อนระอุ พี่ Kengki มั่นใจว่าน้องๆ หลายคนคงตั้งหน้าตั้งตารอเทศกาลสำคัญของเดือนนั้นก็คือ ประเพณีสงกรานต์ หรือที่เราถือกันว่าเป็น ปีใหม่ไทย ของเรานั่นเอง เราจะไปอธิบายความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติฟังได้อย่างไรน้า
เริ่มกันที่ชื่อของเทศกาลนี้ก่อนแล้วกันนะครับ ไม่มีใครว่าอะไรถ้าน้องๆ จะเรียกมันว่า Songkran Festival ทับคำภาษาไทยลงไปเลย อ่ะดูคำว่า Festival หมายถึง งานหรือเทศกาลครับ แต่ถ้าอยากให้ชาวต่างชาติเห็นภาพชัดน้องๆสามารถใช้คำว่า Water Festival หรือ Water Throwing Festival ได้เหมือนกัน ความหมายก็จะประมาณ เทศกาลสาดน้ำ ของเรานั่นเอง ที่นี้เราก็มีชื่อเรียกเก๋ๆ ให้กับวันสงกรานต์ของเรากันแล้ว
บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มโปรด เมษายน 2553
แต่น้องๆ ครับจะรู้แค่ชื่อก็คงจะไม่พอใช่ไหมครับ เราต้องสามารถอธิบายได้ว่าเราทำอะไรได้บ้างในวันสงกรานต์ของเราครั้งนี้ เอ... จะเริ่มจากอะไรดีนะ
งั้นพี่ขอเริ่มจากสิ่งที่ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ของวันสงกรานต์นั่นก็คือการสาดน้ำสงกรานต์ใช่ไหมครับ ให้น้องๆ พูดว่า Throwing water ง่ายใช่ไหม มาจากคำว่า Throw ที่แปลว่า ปา, ขว้างนั่นแหล่ะครับ เวลาน้องๆ เล่นน้ำน้องๆมักจะถือปืนฉีดน้ำ (water gun) กันใช่หรือเปล่าเอ่ย หรือบางคนจะใช้แค่ Water Container (ภาชนะบรรจุน้ำ) เช่น ขัน หรือ ถัง ก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว บางคนเล่นน้ำไม่พอก็ต้องเอาแป้งดินสอพองมาเล่น แป้งดินสอพองนั้นในภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Chalk นะครับ คำเดียวกับชอล์กที่ใช้เขียนกระดานแต่ใช้หมายถึง ดินสอพอง จ้า
โอ้ย ที่นี้โดนสาดน้ำกันตัวเปียกเลย อยากจะบอกเพื่อนเหลือเกินว่าตัวเปียกเนี่ยเราจะบอกว่า I am getting soaked. ฉันเปียกไปหมดเลย แต่เอ.. เปียกอย่างนี้ชอบกันล่ะสิ
นอกจากการเล่นน้ำ สาดน้ำเพื่อดับร้อนและความสนุกสนานแล้วนั่น ประเพณีสงกรานต์ของเรายังมีอะไรดีดีที่ควรค่าแก่การถ่ายทอดนะจ๊ะ ยกตัวอย่างเช่น การสรงน้ำพระพุทธรูป เราเรียกว่า Pouring water to the Buddha image แต่เวลาเราสรงนั้น เราสรงด้วย น้ำอบไทย (Thai fragrance) ลอยด้วยดอกมะลิกันใช่ไหมเอ่ย
นอกจากนี้พี่ Kengki ก็ยังอยากให้น้องๆ รู้จักประเพณีดีๆคือการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ด้วยในภาษาอังกฤษนั้นไม่มีคำที่เฉพาะเจาะจงตายตัวแต่เราสามารถอธิบายได้ว่า
We pour water to the elder’s hand to show respect and ask for a blessing.
บอกว่าเรานั้นรดน้ำไปที่มือของผู้สูงอายุเพื่อแสดงความเคารพและขอพร เห็นไหมว่าประเพณีไทยของเรานั้น งดงามกันจริงๆ
สุดท้ายนี้พี่ Kengki ขอฝากแค่ว่า ประเพณีไทยของเรานั้นจะงดงามต่อไปได้ก็อยู่ที่น้องๆ เยาวชนไทยของเราร่วมกันรักษาและเผยแพร่ความเป็นไทยของเราให้โลกรับรู้กันนะ สุขสันต์วันสงกรานต์น้องๆทุกคนเลย
Thursday, April 07, 2011
Social Media คุณใช้มันเพื่ออะไร
ขึ้นชื่อว่าเป็นสืิ้่อสังคมย่อมต้องเป็นการสร้างสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมโยงคนกลุ่มต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน
ผมขอเล่าประสบการณ์การใช้ Social Media ของผมแล้วกัน
จุดมุ่งหมายแรกของผมในการเข้ามาในโลกสังคมออนไลน์นั้น ผมเริ่มต้นที่ตัว Facebook เป็นตัวแรก ด้วยความที่ยังเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย การมี Facebook ไว้คุยเล่นกับเพื่อนๆย่อมเป็นอะไรที่ดูดี พอต่อมาเรียนจบกลายเป็นว่า Facebook ของผมมีเด็กนักเรียนมากกว่าเพื่อนผมเสียอีก
ผมเลยใช้สื่อ Facebook ให้เป็นประโยชน์โดยการใช้สื่อสารกับนักเรียนของผม
พอช่วงต่อมา ผมเริ่มมาจับอีกโปรแกรมหนึ่งที่เรียกว่า Twitter ยอมรับเลยว่าตอนนี้ผมนั้นติดเจ้านกทวิตเตอร์ตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ผมใช้ Twitter แรกๆ ตามกระแสเห็นเขามีก็อยากมีบ้าง แต่ต่อมาพอเริ่มบ่นเริ่มทวิตก็เริ่มที่จะติดพัน
ช่วงที่ผมเห็นประโยชน์ของทวิตเตอร์มากที่สุดคือช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นขออนุญาตยกตัวอย่าง ๒ เหตุการณ์ต่อไปนี้นะครับ
เหตุการณ์แรกที่เกิดการประท้วงไปทั่วกรุงเทพฯ มีการชุมนุมมากมาย ทวิตเตอร์เป็นแหล่งสื่อข่าวที่ดีมากมีความคิดเห็น ข้อมูล ข่าวสาร ที่รวดเร็วและฉับไว ทำให้ผมนับถือพลังของชาวทวิตเตอร์
อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือ การระดมความช่วยเหลือต่างๆผ่านทางทวิตเตอร์ สังคมออนไลน์ตัวนี้ทำให้เราได้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนในการทำความดีต่างๆ เช่น ช่วยเหลือภัยพิบัติต่างๆ
ผมเองก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่าผมใช้ Social Media ไปเพื่ออะไร แต่ผมรู้ว่าผมใช้มันในการตอบสนองความต้องการของผมอย่างไร และคุณล่ะครับ คุณใช้มันเพื่ออะไร
Thursday, September 07, 2006
Let you know me!!

This is the first page of my blog,so I decided to wrote about myself to let you know me first.
I am Vicki that the name I called myself but my friends usually call me as Keng or Ki.
Then I combined it together that is why I called this blog as Kengki. However you can call me as Vicki or Vic, it depends on you.
Now, you might be wondered where I am. I have lived here in Bangkok, Thailand since I was born that 20 years ago. I am now the junior student at Chulalongkorn University, faculty of Education. I need to let you know that I am majoring in English that is the reason why I wrote this blog in English. I need to improve my English skills. Moreover, it will be better if I can find some pen pal here - - especially foreigner. If you have any comments let be know that will good for me.
Let talk about my education,as you know it, I am the third year student. It means that my academic gonna be harder than ever. This term is a nightmare for me; I have a lot of academic works, project, report or even a TV programme. That's hard to adjust my time to do it all. Sometime I am so tired but I need to remind myself that I need to do this, I choose this way so I need to do my best-- even if I need to try my hardest, I need to get pass through it. Am I right?
So, it you have any further comments you can e-mail to me at:
Sutthikeng@gamil.com
or This is my twitter : http://www.twitter.com/kengkie
See you around
Vic
