Saturday, July 13, 2013

Progesterone : ในความฝันว่ารักสวยแต่แทบม้วยเมื่อได้เจอ #HormonesTheSeries


เคยวาดฝันว่า "ความรักสวยงาม" เคยมองว่าความรักคือความอบอุ่น แต่ฝันร้ายที่ผ่านเข้ามา คือฝันร้ายที่อยู่ในใจ 

หากใครได้ดู Hormones The Series Ep.8 ตอน Progesterone (ฮอร์โมนแห่งการเป็นแม่) คงได้คุ้นตากับภาพวาดประกอบการแต่งฟิคชั่นของ "ดาว" สาวน้อยโลกสวยหัวใจชอบจิ้น ในชื่อฟิค "ดาวเคียงดิน" 

ดาวมองว่าความรักคือความสวยงาม มองว่าความรักคือความอบอุ่นที่ชายคนรักมอบให้ยามที่ผิวกายที่เหน็บหนาว ความรักคือสิ่งสวยงามเหมือนยิ่งบนไหล่เขาท่ามกลางอากาศหนาวและทุ่งดอกไม้ 

แต่ความรักเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

หนุ่มดิน ที่ดูเหมือนเด็กเรียน มีความเป็นสุภาพบุรุษ น่ารักผู้ปีนหน้าตาเธอกลางดิน และ (เหมือนจะ) เป็นผู้ทำให้โลกของดาวเปลี่ยนไป คือความรักแบบที่ดาวจินตนาการไว้ไหม

ภาพในซีรี่ส์ตอนนี้คือการพยายามสื่อว่า ดาว ต้องตกอยู่ในสภาวะเช่นไรที่คิดว่าตัวเองอาจจะท้อง จากสาวน้อยโลกสวยใส โลกมโนของเธอมืดหม่นและตึงเครียดเพราะกลัวในสิ่งที่เธอพลาดไปอย่างไม่ตั้งใจด้วยอารมณ์และบรรยากาศของฝน (ในคืนที่หนุ่มดินบอกว่าอยู่ดีดีก็คิดถึง) 

ทำไมดาวถึงดูอ่อนหัด?

การใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่แม่วางไว้ การต้องทำตามคำสั่งแม่ การที่โต้แย้งอะไรไม่ได้ และการที่ "ไม่มีใครรับฟัง" คือการปิดโลกของดาวในอยู่ในวงจำกัดเพียงแค่สิ่งที่เธอจินตนาการและรู้เท่านั้น ความกดดันที่ไม่มีใครให้คำปรึกษา ความกดดันกลัวว่าคนที่รักจะต้องเสียใจ ความกลัวที่ต้องถูกสังคมประเมินค่า และขับไล่ออกจากสังคม สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่ดาวไม่สามารถเปิดตัวเองออกมาได้ 

คำถาม: ตกลงดาวมีอะไรกับดินจริงๆหรือเปล่า?

คงยากที่จะตอบคำถามนี้เพราะการเสนอภาพที่เป็น fragment คือการบอกให้คนดูคิดเอาเอง ร้อยเรียงเรื่องเอาเองว่าอะไรจริง อะไรคือจินตนาการ ในทัศนคติส่วนตัวมองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นเพียงแค่ Nightmare ของสาวช่างจิ้นเท่านั้น 

ขอชื่นชมการพยายามนำเสนอความกดดันของวัยรุ่นที่ต้องเผชิญปัญหาลำพัง ความพยายามในการตีแผ่ปัญหาที่เรียกว่าปัญหาหลักของวัยรุ่นไทย 

ฉากที่ผมชอบที่สุดในตอนนี้น่าจะมีอยู่ 2 ฉากคือ ฉากทานอาหารที่ดาวพยายามที่จะคุยกับพ่อแม่ แม่ที่บอกดาวว่ามีอะไรก็บอก แต่ไม่คยอยู่ตรงนั้นเพื่อที่จะฟังลูก แม้จะทำทุกอย่างด้วยพื้นฐานแห่งความรักของลูก เป็นคำถามที่พ่อแม่ไทยต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เรารักลูกเพียงแค่ลมปาก หรือรักลูกโดยการกระทำว่ารักจริงๆ พร้อมอยู่ข้างเขาจริงๆ 

อีกฉากหนึ่งคือฉากประจำเดือนในกางเกงใน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นเลือดแล้วมีซาวน์ดนตรีแห่งความปิติดังขึ้นมาพร้อมสีหน้าแห่งความโล่งใจของตัวแสดง ถือว่านักแสดงสอบผ่านในตอนนี้จริงๆ แม้ในภาพรวมผมยังร้อยเรียงบทละครตอนนี้ไม่ได้ชัดแจ้งแต่สุดท้ายผมกลับชอบในการเล่าเรื่องของซีรี่ส์ชุดนี้เสมอ

Hormones The Series เดินทางมาถึง EP. 8 แล้วพร้อมการนำเสนอที่หลากหลายในแต่ละตอน แต่ละบทตัวละคร แม้จะมีเสียงวิพากษ์ว่าจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี เป็นการชี้โพรงให้กระรอก แต่ในฐานะครูผมขอยืนยันคำพูดเดิมที่ว่า

"กระรอกทุกวันนี้ เขาไม่ต้องการการชี้โพรงหรอกครับ เขารู้จักทุกโพรงดี แต่เราต้องทำให้เขารู้ว่าโพรงไหนจะส่งผลต่อเขาอย่างไร"

Wednesday, January 09, 2013

(สะท้อนความคิด) ผมทรงนักเรียน ถูกใจ หรือ ถูกต้อง

กลายเป็น Hot Issue ของบ้านเราในวันนี้ทั้งคนที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาและไม่เกี่ยว แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุกๆคนในฐานะที่เป็นประเด็นที่สนใจ และเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งของบ้านเรา

ผมกำลังพูดถึงเรื่องของ "ผมทรงนักเรียน"

ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นเป็น ๒ ประเด็นต่อไปนี้

๑. ประเด็นแรกคงมุ่งที่เรื่องของความเป็นระเบียบวินัย และจุดมุ่งหมายของคนในสมัยหนึ่งในยุคก่อน ในสมัยที่เรามองเรื่องของความมีระเบียบวินัย ความเสมอภาค และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป้าหมายของการตัดผมสั้นเกรียนทรงนักเรียนสามารถแตกเป็นประเด็นต่อไปนี้

* ทรงผมนักเรียนที่ตัดสั้นมาคู่กับชุดนักเรียนที่เป็นยูนิฟอร์มเพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียม ลองนึกถึงการอนุญาตที่ปล่อยให้นักเรียนตัดผมทรงอะไรก็ได้ นักเรียนที่มีเงินจะขอเงินพ่อแม่เพื่อไปทำผม เด็กที่ไม่มีจะเกิดการเปรียบเทียบและความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นี่เป็นเพื่อแค่การคาดการณ์ แต่ที่แน่ๆคือ การให้นักเรียนทำผมทรงที่เหมือนกันเพื่อไม่ต้องมาใส่ใจว่า วันนี้ต้องทำผมอะไร จะได้มีสมาธิในการเรียนได้อย่างเต็มที่

*อีกอย่างคือเรื่องของความสะอาดสะอ้าน ในสมัยหนึ่งการระบาดของเหาทำให้ต้องใช้กฎระเบียบนี้ ในประเด็นนี้ขอพูดถึงแค่ว่าในยุคที่โลกเปลี่ยนไป ยุคสมัยเปลี่ยนไป เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เหตุผลที่จะให้นักเรียนตัดผมทรงนักเรียน แต่นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะรักษาความสะอาดได้ด้วยของตนเอง

๒. ประเด็นที่สองคือ ในยุคปัจจุบัน ที่เรามองเรื่องของสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องมาบังคับให้นักเรียนตัดผมสั้นเกรียน ครูมีสิทธิ์ไหมที่จะบังคับทรงผมนักเรียน สถานศึกษามีสิทธิ์มากแค่ไหนเรื่องทรงผม

*ตามมาตราที่ ๒๘ ในเรื่องสิทธิเด็กขององค์กรยูนิเซฟบอกว่า กฏระเบียบของสถานศึกษาควรเคารพในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก หมายความว่าเด็กสามารถมีสิทธิ์ที่จะไม่ตัดผมสั้นถ้าเขารู้สึกว่าเขาสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

*ในสังคมที่เปลี่ยนไป เราอาจต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องตั้งคำถามว่า เปลี่ยนไปเพื่ออะไร

-ถ้าจะบอกว่าการยกเลิกการตัดทรงผมสั้นเกรียนเพื่อเป็นการยกระดับความมีอารยะของประเทศไทยแล้ว คำถามคือ เราสนใจแค่เปลือกแค่นี้เองหรือ แต่สังคมไทยยังเป็นสังคมที่ยึดติดกับ "สัญลักษณ์" ที่ชัดเจน

คำถามต่อไปที่เราควรถามตัวเองคือ ถ้าเปลี่ยนแปลงพวกนี้ไป เด็กไทยเราพร้อมแล้วหรือยัง แล้วเรามี "วุฒิภาวะ" พร้อมแล้วหรือยัง

*ถ้าประกาศโต้งออกไปเลยว่า ไว้ผมทรงไหนก็ได้ เราจะเห็นความหลากหลายทางชีวภาพ อาจจะทั้งดี และไม่ดี แต่เท่าที่อ่านมาคือ ไว้เป็นรองทรง นั้นคือการอนุโลมและถอยอีก ๑ ก้าวใช่หรือไม่ ง

ในฐานะครู แม้ใจจะอยากเห็นนักเรียนอยู่ในระเบียบวินัยตามช่วงเวลาแห่งอายุที่เขาต้องเรียนรู้หน้าที่ว่า ตอนนี้เขาเป็นนักเรียน ควรตัดผมอย่างไร แต่งกายอย่างไร

แต่ถ้าประกาศอันนี้ผ่านออกมาจริงๆ ในฐานะครูก็ดีใจที่ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญ ที่เราจะสอนอนาคตของชาติของเราถึง ความคิด การวิเคราะห์ การตัดสินใจ การรับผิดชอบต่อตัวเอง และที่สำคัญ

สอนเขาให้รู้จักการมีวุฒิภาวะ การทำตัวตามครรลองของตัวเองออกมาจากภายในโดยไม่มีการบังคับ ตรงนี้คือสิ่งที่เราควรสอนเขาในฐานะมนุษย์ที่จะเดินออกไปในอนาคตมากกว่า



*อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมที่ กระทรวงศึกษาธิการ *

(สำนวนอังกฤษ) เรื่องของ Omelet

ระหว่างนั่งทำงานอย่างเหนื่อยยาก ก็มาคิดว่า เอ๊ะ วันนี้เราเผลอไปทำใครหงุดหงิดรำคาญไหมนะ แต่ความรู้สึกคือ ช่างมันเราทำงาน เลยนึกถึงสุภาษิตอังกฤษบทหนึงที่ว่า 

"You can't make an omelet without breaking a few eggs."


แปลตรงตัวก่อนคือ 

เราคงไม่สามารถทำไข่เจียวได้ ถ้าไม่ทำไข่ไก่แตกสัก 2-3 ฟองก่อน 

สำนวนนี้หมายความว่าอย่างไรนะ 


When you try to do something great, you'll probably make a few people annoyed or angry. Don't worry about those people; just focus on the good results.

เมื่อเราพยายามที่จะทำอะไรที่ดีที่ยิ่งใหญ่สักอย่าง เราอาจจะทำให้คนบางคนรำคาญหรือโกรธได้ อย่าได้เป็นกังวลไปกับคนเหล่านั้นเลย ลองเพ่งความสนใจเราไปที่ผลลัพธ์ดีดีที่มันจะตามมาดีกว่า 

เอานะ พอได้ยังงี้ก็ไม่กังวลแล้ว ^ ^

   ตั้งใจทำงานดีกว่า ^ ^

Tuesday, January 08, 2013

What I get from reading ฉันได้อะไรจากการอ่าน (English)


What I get from reading
Mr. Sutthichai Vicki Artrith

Everybody might be familiar with the word reading as one of the skills or learning processes but for some might think of the novel books for pleasure. For me, reading is everything in my life. I love to spend my time reading everything that lies in front of me. If I came up with the question to ask myself what type of reading I love most? The answer would be reading for pleasure absolutely. Most of people might think that what the advantage of reading is. And again, for me, reading is a big deal in my life. Reading can give me many great things. In this essay, I will tell you what I get from my reading.
I always ask myself when I finished each books of my reading that what I get from this book. One major answer is the experience that I never have before. I mention about the indirect experience that I cannot find by myself but I really want to know how I will feel if I have an experience like that. Let me give you an example from my favourite book, Harry Potter, I really want to know what magic is. Unfortunately, magic as a kind of spell is not real and I cannot cast them. So, the only way to reach for my dream is reading the book and thinking that I am the one who casts the spell. Or another example is that I want to have an experience when I travel by the air-balloon to travel around the world, I can read Eighty days around the world to complete my desire. All of these is the experience that I cannot find by myself. Moreover, I can learn other people's experience by reading as well. Most of the books exist nowadays told the story of people such as how to be a millionaire, or how to keep in good shape. Beside the experience, I can learn the people's opinion by reading as well. What do they think about this world or in any situation? Do I agree with them? Do I think differently? I can learn their philosophy of living from them and adapt it to use properly with me. Or I can learn even the bad experiences too. For example, I used to read the book called "Go Ask Alice!" which tells the story of a girl who died by drug overuse. It scared me at the first time but later on, I found the new experience which is I have a pity on her, I have pity on her life, her death and I think back and promise to myself not to do like this. Learning from one's mistakes can be one of the things that I get from reading. Above all, experience is one of the great things that human should learn so it is very important for me to learn one's experience from reading.
Reading also gives me a pleasure. While I am reading, I can forget everything even the time for eating. I know that is not so good but it shows how much pleasure I have got from reading. Reading can gives me the pleasure to help me forget the bad things. Everyman has to have a bad thing, so do I. When my life runs in to the problems or the bad things, I did not want to think of it, I try my hardest to think of anything else like in the song from The Sound of Music "when the dog bites, when the bee strings, when I feeling sad,.., I try to think of my favourite things and my favourite thing is reading. It is the best way for me to forget the bad and terrible thing. From my experience, I once broke up with my significant other, I burst into tears, cried a lot and I cannot find the way out. I ended up with reading to pick my favourite books and read it. Even thought it is a love story, it might make me cry, but I still got something good from them.
Besides the pleasure that helps me to forget the bad things, I also get the happiness from reading as well. The story from the books makes me smile, laugh, happy or even cry. However, all of my actions above which caused from reading make me knows the emotion of human being. I am so glad to know that. As you know, it is like my determination to learn everything in this world including the human emotions. I do not mind if I cry until my eyes have no tears left to cry when I read the sad love story. After I read the last page of each book, I can find my heart warm and clam. I can find myself know the importance of living. I will know the value of love and be loved in return, the value of life. Within the sad story, the tragic story, I can find the good things in its story, too.
The next best things that I get from reading is that the imagination. Nowadays, the books contain the imagination in it. Like the magical-fantasy books. Einstein used to say that imagination is important than knowledge and I myself found that because of imagination and creativity, our world became civilized like this and because of it I can create everything that I want to, both reality and dream. Reading can help me get the picture in my mind clearly. When I read the books about the dragon (There exists a lot nowadays), even I never see the real dragon before because it is the myth and created creature, I can think of the dragon's picture and its characteristics clearly in my mind and I called this as an imagination. I saw the important of imagination as a tool to create the new world -- a world without any limitations. I can think further to anything up from the root of the three to the highest mountain of the Mars. That is the benefits I get from imagination by reading.
Reading, besides giving me experience, pleasure and imagination, also develop my abilities in many ways as follow; first, I am the one who read a lot. The more I read, the more fast reader I am. Is it helpful to be a fast reader? Absolutely yes! I have experience when I was in the testing room, the time for doing the paper is so limited and I need to have it done on time and because my fast reader ability, I can have it done and also have time for revision. So, this is the good way of being a fast reader. Second, from a lot of my reading, I am able to understand things better such as human emotion. Somebody used to say that novel is a mirror reflects the human life. When I read the novel, I can notify human emotion easily. What do they feel when they act like this. The action of human, as it is described in the novel books, is mostly like common human being. Or verbal communication, we can understand human emotion from their speech directly and indirectly. Do they irony on word? It is quite easy for me to recognize them. Third, the human differences can be understood by reading as well. The books will contain many characteristics of human. When I read and meet the various stereotypes of human, I can understand them that help me to be better in living in the society. People, some is good, some is bad and some can not be defined but if I am able to understand them, I will find the best way to live with them all happily. However, human mind is so deep; it might be deeper than the deepest blue sea in the ocean. Sometimes, I find it hard to understand them but reading can help me.
All of these are the things I get from my reading. As I tell you or you might know before that I love reading more than anything in this world. Books never betray me, books always be by my side, be my friend. Without reading, my life is going to be boring. I do promise with myself that I will keep on reading as long as I can.


Monday, July 23, 2012

ทำไมเราต้องมี "โรงเรียนมาตรฐานสากล"

ไม่มีใครปฏิเสธว่าโลกเราก้าวไปเร็ว ความก้าวหน้าทั้งหลายส่งผลให้คำว่า "โลกไร้พรมแดน" เป็นจริงมากขึ้น ส่งผลให้เราไม่สามารถที่จะปิดตัวอยู่ตามลำพังในโลกนี้ได้อีกต่อไป

ในขณะที่สังคมโลกเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร สังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น นำไปสู่การแข่งขันในหลายระดับ สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักสำคัญให้หลายๆประเทศต้ัองปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาจะเป็นรากฐานสร้างอำนาจทางความรู้และสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning's Society)

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวปรับเร้าให้คนยุคปัจจุบันต้องปลูกฝังและสร้างคนรุ่นใหม่ที่ต้องกล้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีวิตให้โลกยุคใหม่ได้อย่างรู้เท่าทัน สงบ สันติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่เหมาะสมเพียงพอ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาชาติ ได้ผลักดันให้มีการเปลี่ยนเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการศึกษาไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีโลกในศตวรรษที่ 21 ดังนี้

1. โรงเรียนเป็นหน่วยบริการทางการศึกษาในมิติที่กว้างขึ้น  กล่าวคือ สร้างสถานศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น มีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการแข่งขันทั้งการเปิดเสรีอาเซียน และการเปิดเสรีทางการศึกษาต่างๆ

2. หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความเป็นสากล   เพราะความเชื่อมโยงด้านการค้าการลงทุนในตลาดแรงงานอนาคต ส่งผลให้ตลาดโลกต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ มีศักยภาพที่หลากหลาย รวมถึงความสามารถด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร คุณลักษณะในการเป็นพลโลก หลักสูตรการสอนที่จะเตรียมคนต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น

3. การพัฒนาทักษะการคิด  การคิดเป็นทักษะที่สำคัญในทุกๆสิ่งในชีวิต ต้องยอมรับว่าการจัดการศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้ส่งเสริมการคิดให้ผู้เรียนมากเท่าที่ควรเน้นการป้อนความรู้จากผู้สอนมากกว่าการคิดสิ่งใหม่ๆ

4. การปลูกฝังคุณธรรม แนวคิดของทุนนิยมที่มุ่งการแข่งขัน ส่งผลให้โรงเรียนมุ่งสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนอาจละเลยการปลูกฝังคุณธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กันไปในการพัฒนาคนทั้งมิติของความรู้และคุณธรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

5.การสอนภาษาต่างประเทศ ในโลกยุคไร้พรมแดน  ความรู้ความสามารถในภาษาต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน ยิ่งถ้าเรารู้เราจะได้เปรียบในการสื่อสาร ในการต่อรอง หรือการสร้างสังคมแห่งสันติภาพ การจัดการเรียนสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสในการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศด้วย

ในฐานะที่เป็นครูสอนภาษาต่างประเทศ สิ่งที่เราควรส่งเสริมในเรื่องการเรียนการสอนภาษาคือการให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษในฐานะที่เป็นเครื่องมือ (English as a Tool) ในการเรียน การค้นคว้าและการหาข้อมูลต่างๆที่ผู้เรียนอยากรู้มาประกอบกับ 4 หัวข้อด้านต้น

ด้วยเหตุผลข้างต้น ความพยายามส่งเสริมข้างต้นทำให้เราต้องมี "โรงเรียนมาตรฐานสากล (World-class standard School)"

*ข้อมุลปรับจากเอกสารประกอบการอบรม โรงเรียนมาตรฐานสากล  เพิ่มเติมที่ http://www.worldclassschoolthai.net/home

Tuesday, April 12, 2011

SongKran Festival

Songkran Festival

เดือนเมษายน อากาศเริ่มร้อนระอุ พี่ Kengki มั่นใจว่าน้องๆ หลายคนคงตั้งหน้าตั้งตารอเทศกาลสำคัญของเดือนนั้นก็คือ ประเพณีสงกรานต์ หรือที่เราถือกันว่าเป็น ปีใหม่ไทย ของเรานั่นเอง เราจะไปอธิบายความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติฟังได้อย่างไรน้า

เริ่มกันที่ชื่อของเทศกาลนี้ก่อนแล้วกันนะครับ ไม่มีใครว่าอะไรถ้าน้องๆ จะเรียกมันว่า Songkran Festival ทับคำภาษาไทยลงไปเลย อ่ะดูคำว่า Festival หมายถึง งานหรือเทศกาลครับ แต่ถ้าอยากให้ชาวต่างชาติเห็นภาพชัดน้องๆสามารถใช้คำว่า Water Festival หรือ Water Throwing Festival ได้เหมือนกัน ความหมายก็จะประมาณ เทศกาลสาดน้ำ ของเรานั่นเอง ที่นี้เราก็มีชื่อเรียกเก๋ๆ ให้กับวันสงกรานต์ของเรากันแล้ว


บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มโปรด เมษายน 2553

แต่น้องๆ ครับจะรู้แค่ชื่อก็คงจะไม่พอใช่ไหมครับ เราต้องสามารถอธิบายได้ว่าเราทำอะไรได้บ้างในวันสงกรานต์ของเราครั้งนี้ เอ... จะเริ่มจากอะไรดีนะ

งั้นพี่ขอเริ่มจากสิ่งที่ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ของวันสงกรานต์นั่นก็คือการสาดน้ำสงกรานต์ใช่ไหมครับ ให้น้องๆ พูดว่า Throwing water ง่ายใช่ไหม มาจากคำว่า Throw ที่แปลว่า ปา, ขว้างนั่นแหล่ะครับ เวลาน้องๆ เล่นน้ำน้องๆมักจะถือปืนฉีดน้ำ (water gun) กันใช่หรือเปล่าเอ่ย หรือบางคนจะใช้แค่ Water Container (ภาชนะบรรจุน้ำ) เช่น ขัน หรือ ถัง ก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว บางคนเล่นน้ำไม่พอก็ต้องเอาแป้งดินสอพองมาเล่น แป้งดินสอพองนั้นในภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Chalk นะครับ คำเดียวกับชอล์กที่ใช้เขียนกระดานแต่ใช้หมายถึง ดินสอพอง จ้า

โอ้ย ที่นี้โดนสาดน้ำกันตัวเปียกเลย อยากจะบอกเพื่อนเหลือเกินว่าตัวเปียกเนี่ยเราจะบอกว่า I am getting soaked. ฉันเปียกไปหมดเลย แต่เอ.. เปียกอย่างนี้ชอบกันล่ะสิ

นอกจากการเล่นน้ำ สาดน้ำเพื่อดับร้อนและความสนุกสนานแล้วนั่น ประเพณีสงกรานต์ของเรายังมีอะไรดีดีที่ควรค่าแก่การถ่ายทอดนะจ๊ะ ยกตัวอย่างเช่น การสรงน้ำพระพุทธรูป เราเรียกว่า Pouring water to the Buddha image แต่เวลาเราสรงนั้น เราสรงด้วย น้ำอบไทย (Thai fragrance) ลอยด้วยดอกมะลิกันใช่ไหมเอ่ย

นอกจากนี้พี่ Kengki ก็ยังอยากให้น้องๆ รู้จักประเพณีดีๆคือการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ด้วยในภาษาอังกฤษนั้นไม่มีคำที่เฉพาะเจาะจงตายตัวแต่เราสามารถอธิบายได้ว่า

We pour water to the elder’s hand to show respect and ask for a blessing.

บอกว่าเรานั้นรดน้ำไปที่มือของผู้สูงอายุเพื่อแสดงความเคารพและขอพร เห็นไหมว่าประเพณีไทยของเรานั้น งดงามกันจริงๆ

สุดท้ายนี้พี่ Kengki ขอฝากแค่ว่า ประเพณีไทยของเรานั้นจะงดงามต่อไปได้ก็อยู่ที่น้องๆ เยาวชนไทยของเราร่วมกันรักษาและเผยแพร่ความเป็นไทยของเราให้โลกรับรู้กันนะ สุขสันต์วันสงกรานต์น้องๆทุกคนเลย

Thursday, April 07, 2011

Social Media คุณใช้มันเพื่ออะไร

ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสื่อออนไลน์ยุคใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า "Social Media" นั้นได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตเราเป็นอย่างมาก คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ Facebook, Twitter etc. แต่คำถามก็คือ "เราใช้ Social Media" เพื่ออะไร

ขึ้นชื่อว่าเป็นสืิ้่อสังคมย่อมต้องเป็นการสร้างสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมโยงคนกลุ่มต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน

ผมขอเล่าประสบการณ์การใช้ Social Media ของผมแล้วกัน

จุดมุ่งหมายแรกของผมในการเข้ามาในโลกสังคมออนไลน์นั้น ผมเริ่มต้นที่ตัว Facebook เป็นตัวแรก ด้วยความที่ยังเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย การมี Facebook ไว้คุยเล่นกับเพื่อนๆย่อมเป็นอะไรที่ดูดี พอต่อมาเรียนจบกลายเป็นว่า Facebook ของผมมีเด็กนักเรียนมากกว่าเพื่อนผมเสียอีก

ผมเลยใช้สื่อ Facebook ให้เป็นประโยชน์โดยการใช้สื่อสารกับนักเรียนของผม

พอช่วงต่อมา ผมเริ่มมาจับอีกโปรแกรมหนึ่งที่เรียกว่า Twitter ยอมรับเลยว่าตอนนี้ผมนั้นติดเจ้านกทวิตเตอร์ตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ผมใช้ Twitter แรกๆ ตามกระแสเห็นเขามีก็อยากมีบ้าง แต่ต่อมาพอเริ่มบ่นเริ่มทวิตก็เริ่มที่จะติดพัน

ช่วงที่ผมเห็นประโยชน์ของทวิตเตอร์มากที่สุดคือช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นขออนุญาตยกตัวอย่าง ๒ เหตุการณ์ต่อไปนี้นะครับ

เหตุการณ์แรกที่เกิดการประท้วงไปทั่วกรุงเทพฯ มีการชุมนุมมากมาย ทวิตเตอร์เป็นแหล่งสื่อข่าวที่ดีมากมีความคิดเห็น ข้อมูล ข่าวสาร ที่รวดเร็วและฉับไว ทำให้ผมนับถือพลังของชาวทวิตเตอร์

อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือ การระดมความช่วยเหลือต่างๆผ่านทางทวิตเตอร์ สังคมออนไลน์ตัวนี้ทำให้เราได้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนในการทำความดีต่างๆ เช่น ช่วยเหลือภัยพิบัติต่างๆ

ผมเองก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่าผมใช้ Social Media ไปเพื่ออะไร แต่ผมรู้ว่าผมใช้มันในการตอบสนองความต้องการของผมอย่างไร และคุณล่ะครับ คุณใช้มันเพื่ออะไร

Thursday, September 07, 2006

Let you know me!!


This is the first page of my blog,so I decided to wrote about myself to let you know me first.
I am Vicki that the name I called myself but my friends usually call me as Keng or Ki.
Then I combined it together that is why I called this blog as Kengki. However you can call me as Vicki or Vic, it depends on you.

Now, you might be wondered where I am. I have lived here in Bangkok, Thailand since I was born that 20 years ago. I am now the junior student at Chulalongkorn University, faculty of Education. I need to let you know that I am majoring in English that is the reason why I wrote this blog in English. I need to improve my English skills. Moreover, it will be better if I can find some pen pal here - - especially foreigner. If you have any comments let be know that will good for me.

Let talk about my education,as you know it, I am the third year student. It means that my academic gonna be harder than ever. This term is a nightmare for me; I have a lot of academic works, project, report or even a TV programme. That's hard to adjust my time to do it all. Sometime I am so tired but I need to remind myself that I need to do this, I choose this way so I need to do my best-- even if I need to try my hardest, I need to get pass through it. Am I right?

So, it you have any further comments you can e-mail to me at:

Sutthikeng@gamil.com



or This is my twitter : http://www.twitter.com/kengkie
See you around

Vic